การ์ดแต่งงานที่เรียกว่าโดนนั้นเป็นอย่างไร?

wedding-card-3

การ์ดแต่งงานที่เรียกว่าโดนนั้นเป็นอย่างไร?

teerapuch No Comment
Blog

คู่แต่งงานหลายคู่คงกำลังคิดหนักว่าจะเลือกการ์ดแต่งงานแบบไหนกันอยู่ใช้มั้ยคะ ก็คงแน่อยู่แล้วเพราะว่าวันแต่งงานเป็นวันสำคัญเพียงครั้งเดียวในชีวิตของคุณ การ์ดแต่งงานจึงเป็นตัวแทนของคู่บ่าว-สาวในการนำข่าวสารที่ระบุสาระสำคัญและรายละเอียดต่างๆของงาน แจ้งให้ผู้ร่วมงานได้ทราบและทำให้ผู้รับรู้สึกประทับใจ ดังนั้นการ์ดแต่งงานจึงควรจะมีความสวยงาม ประณีต พร้อมๆ กับเอกลักษณ์ที่บ่งบอกความเป็นตัวคุณค่ะ

ถ้าจะถามว่าการ์ดที่เขานิยมกันมีกี่ประเภท หลักๆ ก็มีประมาณ 4 ประเภท ดังนี้ค่ะ

ประเภทที่ 1 การ์ดสำเร็จรูป (Ready Card) คือ การ์ดที่ผู้ผลิตรายใหญ่พิมพ์ครั้งละเป็นจำนวนมาก การ์ดแบบนี้คุณสามารถใส่ลูกเล่นได้แค่ข้อความ เลือกปั๊มสีทองหรือสีเงินเท่านั้น สามารถหาซื้อได้ทั่วไป ราคาไม่แพงเหมาะสำหรับคู่บ่าวสาวที่มีงบประมาณจำกัดค่ะ

ประเภทที่ 2 การ์ดแบบฟิวชั่นหรือโมเดิร์นการ์ด (Fusion/Modern Card) กระบวนการผลิตใกล้เคียงกับการ์ดสำเร็จรูปเลยค่ะ แต่มักจะมีรูปแบบและลูกเล่นที่ทันสมัยกว่า เนื่องจากเป็นการออกแบบเป็นพิเศษของแต่ละร้านแต่จะต้องพิมพ์จำนวนมากนะคะ มีแบบให้เลือกมากกว่าการ์ดสำเร็จรูป แต่เปลี่ยนได้เฉพาะตัวอักษรเหมือนกันค่ะ ส่วนการออกแบบถ้าเปรียบกับแบบแรกจะสวยกว่าค่ะ ราคาก็ไม่แพงมาก

ประเภทที่ 3 การ์ดปรับเปลี่ยนได้ (Custom-Made Card) ชื่อก็บอกว่าปรับเปลี่ยนได้ คงสงสัยว่าเปลี่ยนอะไรได้บ้างใช่ไหมค่ะ ก็สามารถเลือกแบบได้ เปลี่ยนสีได้ เปลี่ยนรูปทรง แต่จะได้ไม่มากนักนะคะ YY! รูปแบบจะสวยงามร่วมสมัยมากขึ้น ราคาปานกลางจนถึงค่อนข้างแพงเลยทีเดียว ใช้เวลาในการผลิตนานกว่าทั้งสองประเภทข้างต้นค่ะ

ประเภทที่ 4 การ์ดเฉพาะบุคคล (Personalized Card) สามารถออกแบบตามความชอบใจคุณได้เลยค่ะ อยากได้แบบไหน บอกคนออกแบบได้เลย เพราะปรับรูปแบบได้ทุกอย่าง เป็นการ์ดแบบที่ไม่เหมือนใคร สามารถออกแบบตามรูปแบบของงาน ราคาสูงและระยะเวลาในการทำนานกว่าแบบอื่น เพราะว่าต้องใช้เวลาในการออกแบบใหม่เพื่อให้ถูกใจคู่บ่าวสาวแต่ละคู่ ซึ่งราคาออกแบบไม่ได้แพงมากนัก แต่จะแพงค่าพิมพ์เนื่องจากโรงพิมพ์จะต้องทำแม่พิมพ์ขึ้นมาโดยเฉพาะแบบนั้นๆ ภาพรวมราคาแพงกว่าแบบอื่นแต่ถ้าเทียบกับการ์ดที่ได้ก็ถือว่าคุ้มค่าค่ะ ดังนั้นคุณต้องสั่งพิมพ์จำนวนเยอะราคาก็จะถูกตามไปด้วยนอกจากนี้ก็มีปัจจัยอื่นอีกสามารถอ่านด้านล่างค่ะ

wedding-card-1

wedding-card-1

wedding-card-2

wedding-card-2

ปัจจุบันก็มีรูปแบบของการ์ดมากมายดังนี้

1. Flat Card การ์ดแบบไม่พับ และมีข้อความพิมพ์อยู่ที่ด้านหน้า
2. Card with Wrap การ์ดแบบมีการพิมพ์ข้อความลงบนกระดาษที่เป็นไส้ด้านใน แล้วจะมีกระดาษพับเหมือนเป็นกระดาษห่อหรือเป็นซองอยู่ด้านนอกอีกชั้น
3. Slide Fold การ์ดแบบเปิดด้านข้าง มีข้อความตัวอักษร ทั้งด้านหน้าและด้านใน
4. Top Fold การ์ดแบบเปิด – ปิดขึ้นลง มีข้อความตัวอักษรทั้งด้านหน้าและด้านใน
5. Tri-fold การ์ดแบบมีลักษณะพับซ้อนกัน 2 ครั้งเปิดซ้าย-ขวา ข้อความสำคัญจะพิมพ์อยู่ที่ช่วงกลางของกระดาษ
6. Gate-Fold แบบนี้จะเปิดการ์ดเหมือนการเปิด ประตู 2 บานออกมาพร้อมกัน ส่วนข้อความมักจะพิมพ์ข้อความอยู่ที่ช่วงกลางของกระดาษ

wedding-card-3

wedding-card-3

ปัจจัยที่ทำให้การ์ดมีราคาต่างกัน

1. จำนวน ซึ่งได้กล่าวไว้ตอนต้นบ้างแล้วว่ายิ่งสั่งการ์ดจำนวนมาก ราคาจะยิ่งถูกลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการ์ดแบบเฉพาะบุคคล ควรสั่งอย่างน้อย 300 ใบ ไม่เช่นนั้นราคาต่อใบจะค่อนข้างสูงค่ะ ส่วนการ์ดสำเร็จรูปและโมเดิร์นการ์ดที่สามารถสั่งพิมพ์จำนวนน้อยได้ เริ่มต้นที่ 50 ใบก็ได้ เพราะจ่ายเพิ่มจากตัวการ์ดเฉพาะค่าบล็อกพิมพ์ข้อความเท่านั้น (คือโรงพิมพ์จะพิมพ์การ์ดออกมาจำนวนมากพอคุณสั่ง 50 ใบ ทางโรงพิมพ์จะพิมพ์ใหม่แค่ชื่อเจ้าบ่าวเจ้าสาวสถานที่ เวลาจัดงานของคุณเท่านั้นค่ะ) แต่หากสั่งเยอะราคาการ์ดก็จะถูกลง เพราะฉะนั้นหากต้องการการ์ดจำนวนน้อย ดีไซน์สวย ราคาไม่แพงมาก การ์ดแบบฟิวชั่นก็เป็นทางเลือกที่น่าสนใจ ส่วนใหญ่แล้วการ์ดสำเร็จรูปและการ์ดโมเดิร์นที่สั่งพิมพ์ 300 ใบขึ้นไป ทางร้านมักไม่เก็บค่าบล็อกหรอกค่ะ ราคาเฉลี่ยก็ตกประมาณใบละสิบกว่าบาท

2. กระดาษ เนื้อกระดาษก็มีผลสำคัญกับราคาการ์ด กระดาษที่นิยมนำมาทำการ์ดเช่น กระดาษอาร์ต กระดาษเท็กเจอร์และกระดาษมุก ปกติกระดาษอาร์ตมีราคาไม่แพง ในขณะที่กระดาษมุกมีราคาสูงที่สุด

3. เทคนิค ปัจจุบันการผลิตการ์ดมีเทคนิคหลากหลายรูปแบบ เช่น ปั้มเงิน ปั้มทอง ปั้มนาค ปั้มนูน อาบสปอตให้เกิดความด้านหรือมัน การประดับริบบิ้นและปรุกระดาษ โดยปกติราคาค่าปั้มนูนจะสูงกว่าการปั้มฟรอยสีเงินและสีทองเล็กน้อย แต่การอาบสปอตมีค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง การประดับริบบิ้นผ้าสวยๆ จะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นประมาณ 5 บาท เพราะต้องใช้แรงงานคนที่มีฝีมือประณีต ส่วนเทคนิกการปรุกระดาษ หากเป็นลายปรุตรงๆ หรือไม่คดโค้งมาก จะใช้การไดคัทปกติ ราคาจึงไม่แพงมาก แต่หากชอบลายปรุวิจิตรชดช้อย โรงพิมพ์ต้องใช้เลเซอร์ในการตัดกระดาษ ทำให้มีค่าใช้จ่ายสูง